Go to Apple's Advice

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเป็นภรรยา..

 

 

ดิฉันเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีฝันที่จะได้มีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ และมีสุข แต่บางครั้งอาจจะลืมคิดไปถึงวิธีที่จะทำให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา ว่าต้องทำอย่างไรกันบ้าง

ก็เปรียบเหมือนเวลาที่เราอยากขึ้นไปบนชั้นสอง เราไม่สามารถจะโดดขึ้นไปแล้วอยู่บนชั้นสองได้เลย แต่เราต้องค่อยๆก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น จริงมั๊ยคะ ซึ่งหากเปรียบชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบที่เรามองหาเป็นชั้นสอง ลองคิดสักนิดซิคะ ว่าแล้วบันไดทีละขั้นที่เราจะต้องก้าวผ่านเพื่อให้ขึ้นไปถึงจุดหมายนั้น คืออะไร มีอะไรบ้าง

การเป็นเจ้าสาวนั้นว่ากันง่ายๆ คือ อันที่จริงแล้วเราเป็นเจ้าสาวอยู่แค่วันเดียว พอวันรุ่งขึ้นเราก็กลายเป็นภรรยาต่างหากค่ะ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเตรียมงานแต่งงาน ก็คือเตรียมตัวเป็นภรรยา ซึ่งบางคนคงจะมองข้ามไป ผู้หญิงเราถูกมอมเมาด้วยหนังรักโรแมนติกที่มีฉากจบแฮปปี้เอนดิ้งเป็นฉากแต่งงาน ได้แต่งงานกันก็ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุดล่ะ ซึ่งขอบอกว่าไม่จริงเลยค่ะ การแต่งงาน คือ การเริ่มบันทึกหน้าใหม่ของชีวิตต่างหาก ถ้าชีวิตในวัยเด็กเป็นบทที่ 1 ชีวิตวัยรุ่นเป็นบทที่ 2 ชีวิตการทำงานเป็นบทที่ 3 เห็นที..การใช้ชีวิตคู่หน้า น่าจะเป็นบทที่ 4

หลังการแต่งงานแล้ว เราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองและชีวิตสามีเรา รับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างเลยละค่ะ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าอยู่ เราไม่สามารถจะแบมือขอเงินใครได้อีกแล้ว อ้อ..ยังขอได้อยู่คนหนึ่งก็สามีไงค่ะ.. ทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ ทุกบาททุกสตางค์ที่ควักออกไปก็ต้องจากกระเป๋าเรานี่แหละค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าเวลาสิ้นเดือน เวลาได้รับบิลมาเป็นปึกน่ะ มันรู้สึกอย่างไร

สิ่งที่ดิฉันคอยบอกว่าที่เจ้าสาว..หรือเจ้าสาวหมาดๆอยู่เสมอก็คือ จำนาทีนี้ไว้นะคะ นาทีที่คุณตัดสินใจเลือกผู้ชายคนนี้เป็นสามี จำเอาไว้ว่าคุณเลือกเค้าเพราะอะไร มีอะไรดีๆในตัวเค้าบ้างที่ทำให้คุณตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับผู้ชายคนนี้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อมีเรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจกัน ก็ขอให้นั่งคิดถึงนาทีนั้นที่ผ่านมา

บางครั้งคุณอาจคิดว่า ฉันเลือกผู้ชายคนนี้มาเป็นสามีได้ยังไงเนี่ย รู้อย่างนี้ไม่แต่งด้วยหรอก.. ถ้าคิดแบบนี้ขอบอกว่าคุณไม่ผิดหรอก แต่บางครั้งอารมณ์ชั่ววูบก็อาจทำให้ทั้งเราและเค้าพูดจาให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บช้ำน้ำใจกัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม้ได้ตั้งใจหรอก หากเมื่อใดมีอารมณ์แบบนี้แล้วล่ะก็ ขอให้มานั่งคิดว่า ผู้ชายคนนี้เค้าทำอะไรให้เราเจ็บช้ำน้ำใจบ้างหรือ หนักหนาแค่ไหน เจ็บเนื้อเจ็บตัวหรือเปล่า เสียหน้า..เสียใจ..อย่างไร มาคิดทบทวนให้ดี หากลึกๆอยู่ในใจคิดได้ว่ายังไงคืนนี้ก็ต้องร่วมเตียงกับเค้าอยู่ดีๆ ก็ให้อภัยซะเถอะค่ะ จะช้าจะเร็วก็ต้องหันหน้ามาเจอกันอยู่ดี อย่าปล่อยให้เวลามีค่าผ่านไปแบบเสียเปล่าเลย

หากในคืนนี้เราปล่อยให้เขาไปนอนโซฟา คืนต่อไปก็คงออกไปนอนห้องรับแขก อีกหน่อยก็คงกลับไปนอนบ้านพ่อบ้านแม่ ดังนั้นสู้อย่าให้ไปไกลแม้แต่โซฟาดีกว่ามั้งคะ..

มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปที่จะคิดเข้าข้างตัวเอง ของอย่างนี้ห้ามกันไม่ได้ เอาเป็นว่า คิดเข้าข้างตัวเองซะ 70 % ยอมรับความจริงซะ 30 % ก็เก่งแล้วล่ะค่ะ ในเมื่อธรรมชาติของมนุษย์ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นก็คงไม่อยากให้ใครๆมาเปลี่ยนเรา หรือบังคับให้เราทำในสิ่งที่เราไม่เต็มใจ เค้าเองก็เหมือนกันค่ะ เค้าเคยเป็นอย่างไร ก็คงต้องปล่อยให้เค้าเป็นอย่างนั้น อย่าไปพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงเค้า เพราะนั่นอาจไม่ใช่การใช้ชีวิตคู่ที่ดีนัก

จะว่าไปเดี๋ยวนี้สังคมไทยยอมรับการหย่าร้างเลิกรามากขึ้น มีเพื่อนโสดบางคนที่พ่อแม่ไม่สนับสนุนให้แต่งงาน โดยให้เหตุผลว่า ถ้าหากผู้ชายไม่ดีจริงๆก็อยู่เป็นโสดอย่างนี้สบายกว่าเป็นไหนๆ ไม่ต้องแบกภาระ ไม่ต้องมีลูกมากวนตัว มีแต่ทุกข์ต้องแบกเอาไว้ เคยอ่านหนังสือธรรมะเค้าว่า คนเป็นแม่นี้ ต้องแบกทุกข์ของสามี แบกทุกข์ของลูก แบกทุกข์ของหลาน และต้องแบกทุกข์ของตัวเองไว้อีก หากครองตัวเป็นโสดก็แบกแต่ทุกข์ของตัวเองเท่านั้น มีเงินทองก็ใช้ตามพอใจไม่ต้องอดออมเพื่อใครในอนาคต ไม่อยากบอกเลยว่าแอบเห็นด้วยตรงที่ว่า หากผู้ชายไม่ดีจริงๆครองตัวเป็นโสดดีกว่ามั้งคะ

เอาเป็นว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่เรื่องราวของความรักนั้นมีหลายแง่มุม ต้นไม้งอกงามก็ต้องหมั่นพรวนดินรดน้ำ ชีวิตคนเราจะสุขสดใสก็ต้องหมั่นให้รักแก่กัน หมั่นรักหมั่นเอาใจใส่ เปิดใจให้กว้างนะคะ ชีวิตคู่ก็เหมือนบันทึกหน้าใหม่ยังมีเรื่องราวอีกมากให้ค้นหา ให้เข้าใจ ถ้าจุดหมายปลายทางของคนสองคนคือที่เดียวกัน ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะฝ่าฝันอุปสรรคความไม่เข้าใจกันไปให้ได้ ครอบครัวที่สุขสมหวังก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

นิยดา